ใครกำหนดชีวิต

ใครกำหนดเส้นชีวิต ?
หลาย คนเชื่อว่า ชีวิตของเขาถูกกำหนดแล้วจากโชคชะตา แต่หลายคนปฎิเสธความเชื่อแรก พร้อมกับยืนยันว่าทุกก้าวของชีวิต ไม่มีใครเป็นผู้กำหนด มีเพียงแต่เขาเป็นผู้ขีดเส้นชีวิตของเขาเอง

คุณคิดว่าความคิดแรกหรือความคิดสองถูกต้องครับ
แต่สำหรับผม เส้นชีวิตของเราถูกกำหนดจากกรรมหรือการกระทำของเราทั้งในอดีต และปัจจุบัน ที่มีผลต่อ ณ วันนี้และวันข้างหน้าครับ

หลายคนอาจเถียงว่าไม่จริง เพราะไม่เชื่อใน “กฎแห่งกรรม” ตามหลักพุทธศาสนา แต่หากพูดตามหลักตรรกะ ความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ ดูแล้วน่าจะเป็นความคิดเดียวกันครับ

เด็กชายขาวขี้เกียจเรียนหนังสือ ไม่ทั้งไปโรงเรียน ไม่ทำการบ้าน และไม่เคยหยิบหนังสือเรียนอ่านแม้แต่วันเดียว พฤติกรรมของเด็กชายขาว ทำให้ 4 เดือนต่อมาเมื่อรับใบผลการเรียน พบว่า เด็กชายขาวสอบตกแทบทุกวิชา

คุณคิดว่า เด็กชายขาวสอบตกเป็นผลแห่งกรรมหรือผลแห่งการกระทำหรือเปล่าครับ

เทอมต่อมาเด็กชายขาวเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองใหม่หมด ไปโรงเรียนทุกวัน และที่สำคัญตั้งใจเรียนในห้องเรียน ทำการบ้านอย่างเข้าใจทุกอย่างที่คุณครูสั่ง หลังจากทำการบ้านเสร็จ อ่านหนังสือทบทวนที่เรียนมาและเตรียมบทเรียนที่จะเรียนในวันรุ่งขึ้น

ผลปรากฏว่า เด็กชายขาวได้เกรด 4 ทุกวิชา
คุณคิดว่า เด็กชายขาวขีดเส้นชีวิตของตัวเองหรือเปล่าครับ
แต่หลายคนอาจเถียงว่า แต่ต้นทุนชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน เช่นเกิดในครอบครัวร่ำรวย หรือครอบครัวยากจน หรือหลายคนมีอวัยวะครบ 32 แต่บางคนมีอวัยวะไม่ครบหรือเกิน

เท่ากับว่ามีคนขีดเส้นชีวิตของเรามาแล้ว
แต่คุณคิดว่า เราไม่สามารถขีดเส้นชีวิตของเราต่อหรือครับ หลังจากที่เราเกิด และมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งจากไปจากโลกใบนี้

ลองอ่านความคิดของเพื่อนร่วมโลกของเราคนนี้ดูครับ ที่ผมได้รับจากการส่งต่อกันในเครื่องมือสื่อสารยุคไฮเทค น่าจะให้ข้อคิดสำหรับคนหลายคนที่มัวแต่โทษโชคชะตา ฟ้ากำหนดครับ

สมัยเด็กๆ ครูสอนศิลปะท่านหนึ่งสอนฉันเสมอว่า เวลาเราใช้ดินสอวาดภาพ เราห้ามใช้ยางลบ ตอนนั้น ฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครูสักเท่าไหร่ รู้เพียงแต่ว่าเวลาฉันวาดภาพแล้วเส้นมันบิดเบี้ยว ฉันก็อยากแก้ให้มันตรง สวย แต่ทุกครั้งที่ฉันหยิบยางลบขึ้นมาเพื่อจะลบภาพนั้น ครูของฉันก็จะเตือนถึงกติกานั้นเสมอ

สุดท้ายฉันจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพๆ นั้นไปตามจินตนาการ เช่นถ้าฉันตั้งใจวาดรูปหน้าคน แต่ฉันเผลอวาดดวงตากลมโตเกินไป ฉันก็จะใช้วิธีเปลี่ยนตากลมๆ นั้นเป็นแว่นตาแทน แม้ตอนนั้นฉันจะไม่เข้าใจว่า ทำไมฉันจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ และแม้ฉันจะไม่เคยคิดวาดรูปหน้าคนใส่แว่นตามาก่อน

แต่ฉันก็ได้รูปหน้าคนตามที่ต้องการ แถมยังภูมิใจว่า ฉันสามารถวาดภาพๆ นั้นด้วยความมั่นใจ และไม่ต้องใช้ยางลบลบภาพเลยสักครั้ง

เวลาผ่านไป ฉันโตขึ้น ฉันเรียนรู้ว่า สิ่งที่ครูสอนวันนั้น แท้จริงแล้วมันปลูกฝังนิสัยหนึ่งให้กับฉัน นั่นคือ การเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด

ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนทุกคน และในชีวิตหนึ่งนี้ก็มีหลายครั้งที่ฉันได้พบมันโดยไม่ตั้งใจ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น และรวบรวมสติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ก็คือ การที่ฉันเข้าใจว่า ธรรมชาติของความผิดพลาด คือการที่มันเกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่อย่างถาวร ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ ลบความผิดพลาด แต่ฉันจำเป็นต้องใช้สมองต่อเติมแก้ไขภาพวาดของฉันให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง

ดังนั้น ถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกับเราแล้ว การที่เราจะมานั่งร้องห่มร้องไห้ อ้อนวอนขอแหกกฎเพื่อใช้ยางลบกลับไปลบแก้ไขมันนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่จะทำได้ ก็คือ รู้จักพลิกแพลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยสติ และวาดภาพของตัวเองต่อไปด้วยความระแวดระวังมากขึ้น

ทุกคนมีดินสอหนึ่งแท่งเพื่อจะวาดภาพชีวิตของเราให้สวยงาม แต่เราไม่มียางลบสักก้อนที่จะเอาไปลบสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาแล้วได้ ดังนั้นเราต้องตั้งใจ และมีสติทุกครั้งที่ลากเส้น และถึงแม้ภาพที่เราวาดจะออกมาไม่เหมือนกับภาพที่เราฝันไว้สักเท่าไหร่ แต่มันก็มาจากมือของเรา เราควรจะภูมิใจกับมันได้เสมอ ไม่ต้องกลัวหรอก แม้จะรู้ดีว่าสักวันหนึ่ง เราอาจลากเส้นบิดเบี้ยวไปบ้าง เพราะถึงอย่างไร ฉันเชื่อว่า ถ้าสมองและหัวใจของเราทำงานอย่างเต็มที่ ภาพชีวิตของเราก็งดงามได้ โดยไม่ต้องใช้ยางลบ

เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นไปแล้วได้ แต่เราสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ครับ จากการกระทำของเราเอง