ท่าน ว.วชิรเมธี

:b8: ปุจฉา : เพื่อนชายของดิฉันมีหญิงสาวมาติดพัน ถึงขั้นลุ่มหลงอย่างหนัก
เขาตอบปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวลเพื่อถนอมน้ำใจเธอ เพราะเขามีคนรักอยู่แล้ว
แต่ฝ่ายหญิงทำใจไม่ได้ โทษว่าเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมาน
และถ้าหากเขาไม่ตอบรับรัก เธอก็จะฆ่าตัวตายเป็นการประชด
ฝ่ายเพื่อนชายของดิฉันเกรงว่าหากเธอฆ่าตัวตายจริงๆ เขาก็จะบาป
เลยไม่กล้าตัดความสัมพันธ์ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำผิดต่อคนรักอยู่
การที่เราไม่ทำตามกิเลสหรือความต้องการของผู้อื่น
และอาจเป็นสาเหตุให้เขาต้องจบชีวิตลงนั้น เราจะผิดบาปไหมคะ
และเราควรจะหาทางออกให้ปัญหานี้อย่างไรจึงจะดีที่สุด

:b42: วิสัชชนา : สมมติว่าเราสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง
เป็นบ้านที่สวยงามมาก และเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้
กับสมาชิกในครอบครัวอีกหลายคนอย่างมีความสุข
แต่อยู่มาวันหนึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินผ่านมาแถวนั้น
แล้วเห็นว่าบ้านของเราสวยมาก จึงอยากจะเข้ามาอยู่ในบ้านด้วย
แต่พอเจ้าของบ้านไม่ยอม นักท่องเที่ยวคนนั้นก็ประกาศว่า
ถ้าไม่ยอมให้เขาเข้าไปอยู่ในบ้าน เขาจะฆ่าตัวตาย
เจ้าของบ้านกลัวเขาจะฆ่าตัวตาย
จึงตัดสินใจรับนักท่องเที่ยวคนนั้นมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านด้วย
ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักมักคุ้น ไม่มีความผูกพัน ไม่มีความเต็มใจ ไม่มีความสุข
มีเพียงอย่างเดียว ไม่อยากให้เขาต้องตายเพราะ “บ้าน” ของตนเองเป็นเหตุ

กับอีกกรณีหนึ่ง เจ้าของบ้านตัดสินใจเด็ดขาดว่า
บ้านหลังนี้เป็นบ้านของตน คนอื่นจะมาตู่เพื่อเข้ามาอยู่ง่ายๆ ได้อย่างไร
แม้ว่าเขายื่นข้อเสนอว่าจะฆ่าตัวตาย เจ้าของบ้านก็ยืนกรานว่า นี่เป็นบ้านของตน
ตนมีสิทธิเต็มที่ที่จะให้ใครอยู่หรือไม่อยู่ในบ้านหลังนี้ก็ได้ทั้งนั้น
ใครจะตายหรือไม่ตายเขาไม่รับรู้ด้วย เพราะเขาสร้างบ้านขึ้นมาเพื่ออยู่เอง
ไม่ใช่เพื่อให้ใครมายื่นเงื่อนไขว่าจะตายหรือจะอยู่เพราะบ้านหลังนี้
บ้านของเขาเป็นสมบัตส่วนตัว ไม่ใช่สมบัติสาธารณะ
ที่ใครจะมาอ้างสิทธิ์เพื่อครอบครองกันอย่างง่ายๆ
ดังนั้น เจ้าของบ้านในกรณีที่สองจึงยืนหยัดหัวเด็ดตีนขาด
ไม่ยอมให้ใครมาตั้งเงื่อนไขกับตน แม้จะอ้างอันตรายถึงชีวิตก็ตาม

ในกรณีตัวอย่างที่กล่าวมานี้ การตัดสินใจของเจ้าของบ้านคนไหน
จะมีความชอบธรรมมากกว่ากัน ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ
การตัดสินใจในแบบที่สอง เพราะบ้านของเราเราย่อมมีสิทธิ์
ที่จะอนุญาตให้ใครก็ได้ทั้งนั้นที่เรา “ยินยอม” ให้เขามาอาศัยอยู่ด้วย
ส่วนคนที่เราไม่ยินยอม จะให้เขาเข้ามาอยู่ในฐานะอะไร
ซึ่งถ้าใครยอมก็คงประหลาด

ถ้าคุณตามใจคนที่มารักคุณ คนที่มารักคุณเขาก็สมหวัง
แต่คุณคงผิดหวังและมีปัญหาเพิ่มเติมมาเป็นของแถม

ถ้าคุณไม่ตามใจคนที่มารักคุณ เธอก็ผิดหวัง
(ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติมาก ที่เมื่อรักเขาแล้วเขาไม่รักตอบ
ก็ควรจะเดินกันไปคนละเส้นทาง)
แต่คุณยังคงสมหวังกับความรักที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว

ชีวิตเป็นของเรา เราควรมีสิทธิ์ในการออกแบบชีวิตของเราด้วยตนเอง
ไม่ใช่ปล่อยให้ใครมาอ้างสิทธิ์บางอย่างเหนือชีวิตของเรา
แล้วก็ปล่อยให้เขาริบเอา “อิสรภาพ” ในการใช้ชีวิตนั้นไปจากเราตลอดชีวิต

ส่วนคนที่ไปรักคนอื่นแล้วคนอื่นเขาไม่รักก็ควรจะทำใจให้กว้างว่า
ความรักนั้นเป็นเรื่องที่คนสองคนต้องเห็นพ้องต้องกัน
ไม่ใช่เรื่องที่จะมาต่อรองกันด้วยเล่ห์เพทุบาย
เหมือนต่อราคากับแม่ค้าแม่ขายในตลาด
ความรักไม่ใช่เรื่องของการวางเงื่อนไขให้อีกฝ่ายหนึ่งทำตามใจตนฝ่ายเดียว
พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความหลง เป็นความเห็นแก่ตัว
คิดถึงตนเป็นศูนย์กลาง จึงไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง

ความรักที่แท้นั้นต้องลอยอยู่เหนือความเห็นแก่ตัว
ต้องไม่กลัวที่คนอื่นเขาจะไม่รักตน
แต่ขอแค่ได้เป็นคนที่รักคนอื่น
อย่างซื่อสัตย์ต่อหัวใจตัวเอง ก็น่าจะใช้ได้แล้ว
ความรักที่มาพร้อมกับการวางเงื่อนไขข่มขู่นั้น
เป็นความรักในลักษณะจับเอาตัวคนรักมาเป็นตัวประกัน
เชื่อเถอะว่า ต่อให้ได้คนที่คุณรักมาครอบครอง
แต่ในเมื่อเขาไม่รักมาแต่ต้น สิ่งที่คุณได้มาก็คือกาย ไม่ใช่ใจ
ความสมหวังนั้นก็เป็นเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

ความรักแท้นั้นวัด กันที่ใจสองดวงที่เต้นอยู่ในทรวงเดียวกัน
ถ้าใจเราใจเขาไม่ได้เต้นอยู่ในทรวงเดียวกันเสียแล้ว
ขืนพยายามไปก็เป็นความเหนื่อยเปล่า
ปล่อยวางเสียยังจะดีกว่าพยายามทำในสิ่งซึ่งฝืนความจริง

เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้กันคนละไม่กี่ปี
เลือกทำในสิ่งที่มีความเป็นไปได้และไม่ทำให้ใครเขาเดือดร้อนดีกว่า